ลองจินตนาการว่าคุณนั่งอยู่ในโรงหนัง แสงเริ่มบิดเบี้ยว สีสันไหลเข้าหากันจนแยกไม่ออกว่าอะไรคือความจริง แล้วจู่ ๆ ก็เกิดคำถามผุดขึ้นมาในหัว “ผู้กำกับคนนี้เคย ‘ทริป’ มาก่อนหรือเปล่า?” คำถามนี้ผุดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในใจคนดูหนังฮอลลีวูดมาหลายสิบปี ตั้งแต่ยุค The Matrix จนถึง Everything Everywhere All at Once และคำตอบนั้นซับซ้อนกว่าที่คิดมาก
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎีสมคบคิดของแฟนหนัง เพราะผู้กำกับหลายคนยอมรับตรง ๆ ว่าหยิบยืมภาษาภาพและปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์เปลี่ยนการรับรู้มาใช้จริง ในขณะที่บางเรื่องเป็นเพียงการตีความของนักวิจารณ์ที่ชอบโยนคำว่า “psychedelic” ใส่ทุกอย่างที่ดูแปลกตา บทความนี้จะพาไปไล่เรียงทีละเรื่อง แยกให้ชัดว่าอะไรคือข้อเท็จจริงที่คนสร้างยืนยันเอง และอะไรคือแค่การอ่านเชิงสัญลักษณ์ของคนดู เพื่อให้ผู้อ่านสามารถแยกแยะระหว่างข้อมูลที่มีแหล่งอ้างอิงชัดเจนกับการตีความที่แม้จะน่าสนใจแต่ยังขาดหลักฐานยืนยันจากผู้สร้างงานจริง
The Matrix: ยาเม็ดสีแดงที่ไม่ใช่แค่ยา
คุณรู้หรือไม่ว่า ประโยค “rabbit hole” กับคำว่า “Wonderland” ที่ Morpheus พูดกับ Neo ไม่ใช่คำเปรียบเปรยลอย ๆ พี่น้อง Wachowski ยืนยันเองว่าพวกเธออ้างอิงถึง Alice in Wonderland ควบคู่ไปกับปรัชญา Gnosticism และถ้ำของ Plato แบบตั้งใจ นี่คือข้อเท็จจริงที่ระบุอยู่ในตัวบทเลย ไม่ต้องเดา
ส่วนที่สนุกกว่านั้นคือการตีความเรื่องสีแดง-สีน้ำเงิน นักวิเคราะห์สัญลักษณ์มองว่าแดงคือความจริงที่เจ็บปวดแต่ปลดปล่อย น้ำเงินคือภาพลวงที่แสนสบาย และเมื่อ Neo “ตื่นรู้” เต็มที่ เขาเห็นโลกกลายเป็นรหัสตัวเลขไหลรินราวกับโครงสร้างพื้นฐานของจักรวาล ภาพแบบนี้ถูกเทียบกับสิ่งที่ผู้ใช้สารไซคีเดลิกบางคนรายงานว่าเห็น “รูปทรงเรขาคณิตซ้ำ ๆ” แต่ Wachowski เองไม่เคยยืนยันความเชื่อมโยงนี้ตรง ๆ เลยสักครั้ง
ที่น่าสนใจเพิ่มเติมคือฉากไคลแม็กซ์ที่ Neo มองเห็นสรรพสิ่งกลายเป็นตัวเลขสีเขียวไหลรินไม่หยุด นักวิจารณ์บางกลุ่มเปรียบเทียบสภาวะนี้กับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “code visions” ซึ่งผู้ใช้ DMT บางรายรายงานว่าเห็นโลกในรูปแบบของโครงสร้างข้อมูลหรือรหัสที่ซับซ้อน แม้จะไม่มีหลักฐานว่า Wachowski ได้แรงบันดาลใจจากประสบการณ์ตรงกับสารใด ๆ แต่ความบังเอิญเชิงภาพนี้ก็ทำให้แฟนหนังจำนวนมากตั้งคำถามและถกเถียงกันมาตลอดหลายทศวรรษ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมป๊อปที่ผูกโยง The Matrix เข้ากับวาทกรรมเรื่องการขยายจิตสำนึกอย่างแยกไม่ออก
“โพรงกระต่ายลึกแค่ไหน ก็ยังเป็นคำถามที่ผู้ชมหนังต้องตอบเอง”
ตัวอย่างภาพยนตร์ The Matrix (1999) จาก Warner Bros.
Avatar: เมื่อ Cameron เกือบใส่ฉาก “เห็ดวิเศษ” แต่ตัดทิ้ง
เรื่องนี้มีเกร็ดที่หลายคนไม่รู้ นั่นคือมีฉากที่ถูกตัดออกชื่อ “Dreamhunt” ซึ่งตัวละครใช้สารจากธรรมชาติเพื่อมองเห็นภาพนิมิต แต่สุดท้าย James Cameron เลือกไม่ใส่มันในเวอร์ชันฉายจริง ราวกับต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้หนังของเขาถูกจับโยงกับสารเสพติดมากเกินไป
สิ่งที่ Cameron ยืนยันเองคือแรงบันดาลใจหลักมาจากวัฒนธรรมพื้นเมืองอเมริกาเหนือและแนวคิดเรื่องความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ไม่ใช่ ayahuasca โดยตรง แต่นักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับ MAPS (Multidisciplinary Association for Psychedelic Studies) มองว่าฉากเชื่อมจิตกับเทพี Eywa ผ่านรากไม้นั้นคล้ายคลึงกับรายงานของผู้ใช้ ayahuasca ที่รู้สึก “เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายชีวิตที่ใหญ่กว่าตัวเอง” อย่างน่าประหลาดใจ ส่วน Tree of Souls ที่เชื่อมความทรงจำบรรพบุรุษก็ถูกเทียบกับประสบการณ์ “เห็นความทรงจำที่ไม่ใช่ของตัวเอง” เช่นกัน แต่ทั้งหมดนี้ยังคงเป็นการตีความ ไม่ใช่คำยืนยันจากตัวผู้กำกับ
นอกจากนี้ยังมีนักวิจารณ์บางกลุ่มที่ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างเครือข่ายรากไม้ใต้ผืนป่า Pandora ที่เชื่อมทุกสิ่งมีชีวิตเข้าด้วยกันนั้น มีความคล้ายคลึงกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์เรื่อง mycelial network หรือเครือข่ายเชื้อราใต้ดินที่นักวิจัยด้านธรรมชาติศึกษามาหลายปี ซึ่งบางครั้งถูกนำมาเปรียบเทียบกับสภาวะจิตที่ขยายกว้างขึ้นหลังการใช้สารไซคีเดลิกบางชนิด แม้ Cameron จะไม่เคยพูดถึงประเด็นนี้โดยตรง แต่ภาพจำแบบนี้ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ Avatar ถูกนำไปวิเคราะห์ในบริบทของจิตวิญญาณและการรับรู้อยู่เสมอ
ตัวอย่างภาพยนตร์ Avatar (2009) จาก 20th Century FOX
Lucy: หนังที่สร้างจากตำนานผิด ๆ แต่กลับได้ใจนักปรัชญา
Lucy สร้างจากความเชื่อผิด ๆ ที่ว่ามนุษย์ใช้สมองแค่ 10% ซึ่งไม่มีหลักฐานทางประสาทวิทยารองรับเลย นักประสาทวิทยาออกมาแก้ต่างหลังหนังฉายว่ามนุษย์ใช้สมองแทบทุกส่วนตลอดเวลา เพียงแต่ใช้ในหน้าที่ต่างกัน ส่วนสาร CPH4 ที่ทำให้ Lucy มีพลังพิเศษก็เป็นสารสมมติล้วน ๆ ไม่มีอยู่จริงในโลกความเป็นจริง
แต่ที่น่าสนใจคือนักวิจารณ์ภาพยนตร์หลายคนโยงแนวคิด “ปลดล็อกศักยภาพสมองที่ซ่อนอยู่” เข้ากับทฤษฎี “reducing valve” ของ Aldous Huxley นักเขียนผู้บันทึกประสบการณ์ mescaline ไว้ใน The Doors of Perception ซึ่งเสนอว่าสมองทำหน้าที่กรองความจริงให้เหลือแค่ส่วนที่จำเป็นต่อการอยู่รอด ฉากท้ายเรื่องที่ Lucy กลายเป็นข้อมูลบริสุทธิ์แพร่กระจายไปทั่วจักรวาลก็ถูกเทียบกับสภาวะ “ego dissolution” ที่ผู้ใช้สารไซคีเดลิกปริมาณสูงมักรายงาน แต่นี่คือมุมมองของนักวิจารณ์ ไม่ใช่คำยืนยันจาก Luc Besson
ที่น่าพิจารณาเพิ่มเติมคือความสอดคล้องระหว่างแนวคิดของ Huxley กับสิ่งที่งานวิจัยสมัยใหม่เรียกว่า Default Mode Network ซึ่งเป็นเครือข่ายสมองที่ทำหน้าที่รักษาความรู้สึกเป็นตัวตนที่มั่นคง เมื่อเครือข่ายนี้ทำงานลดลง ผู้เข้าร่วมวิจัยหลายคนรายงานว่ารู้สึกเหมือนขอบเขตระหว่างตัวเองกับโลกภายนอกเลือนหายไป ซึ่งคล้ายกับสิ่งที่ Lucy ประสบในช่วงท้ายเรื่อง แม้ Besson จะไม่เคยอ้างอิงงานวิจัยเหล่านี้โดยตรง แต่ความบังเอิญทางแนวคิดนี้ก็ทำให้หนังเรื่องนี้ถูกนำไปพูดถึงในวงสนทนาเรื่องจิตสำนึกอยู่บ่อยครั้ง
ตัวอย่างภาพยนตร์ Lucy (2014) จาก Universal Pictures
Midsommar: ทริปแย่ ๆ ที่กลายเป็นวัตถุดิบสร้างหนัง
นี่คือเรื่องเดียวในลิสต์ที่ผู้กำกับยอมรับตรงจากปากตัวเอง Ari Aster เคยเปิดเผยว่าเขามีประสบการณ์ที่เรียกได้ว่า “bad trip” กับสารไซคีเดลิกสมัยเรียนมหาวิทยาลัย และนำความรู้สึกนั้นมาถ่ายทอดลงในฉากที่ตัวละครกินเห็ดวิเศษระหว่างพิธีกรรมในสวีเดน
ทีมงานทำให้พื้นหญ้าดู “หายใจ” ได้ผ่านเทคนิคพิเศษ ใช้แสงเปลี่ยนสีอย่างต่อเนื่องนุ่มนวล และออกแบบเสียงให้ผสมกันจนแยกไม่ออกว่าเสียงไหนจริงเสียงไหนอยู่ในหัวตัวละคร ผลลัพธ์คือฉากที่ถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน “bad trip” ที่สมจริงที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ ถึงขั้นถูกเทียบกับผลงานของ Gaspar Noé เลยทีเดียว แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ความสมจริงของฉากนี้ไม่ได้แปลว่าประสบการณ์ไซคีเดลิกทุกครั้งจะออกมาทางลบเหมือนกัน เพราะปัจจัยอย่างสภาพแวดล้อมและสภาพจิตใจก่อนใช้มีผลมากต่อทิศทางของประสบการณ์
ในวงการวิจัยเรื่องนี้มีคำศัพท์เฉพาะที่เรียกว่า “set and setting” ซึ่งหมายถึงสภาพจิตใจของผู้ใช้ก่อนเข้ารับประสบการณ์ (set) และสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคมขณะใช้ (setting) นักวิจัยจาก Johns Hopkins ระบุว่าปัจจัยสองอย่างนี้มีผลอย่างมากต่อว่าประสบการณ์จะออกมาเป็นบวกหรือลบ ฉากใน Midsommar ที่ตัวละคร Dani อยู่ในสภาพจิตใจที่บอบช้ำจากการสูญเสียครอบครัว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยและมีความกดดันทางสังคมสูง จึงเป็นตัวอย่างที่สอดคล้องกับทฤษฎีนี้อย่างแม่นยำ แม้ Aster จะไม่ได้อ้างอิงงานวิจัยโดยตรง แต่ประสบการณ์ส่วนตัวของเขาก็สะท้อนหลักการเดียวกันโดยไม่รู้ตัว
ตัวอย่างภาพยนตร์ Midsommar (2019) จาก A24
Everything Everywhere All at Once: เมื่อคำว่า “trippy” กลายเป็นแค่คำวิจารณ์
ทีม Daniels พาผู้ชมกระโดดข้ามจักรวาลคู่ขนานด้วยภาพเปลี่ยนเร็ว สีจัดจ้าน และตรรกะพิลึกอย่างการกินลิปสติกหรือทำกระดาษบาดมือตามลำดับเฉพาะ นักวิจารณ์หลายสำนักเรียกมันว่า “psychedelic visuals” แต่ที่น่าแปลกใจคือไม่มีหลักฐานใด ๆ ว่าทีม Daniels ได้แรงบันดาลใจจากประสบการณ์จริงกับสาร พวกเขาให้สัมภาษณ์ว่าไอเดียมาจากหนัง multiverse วิดีโอเกม และวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตที่ข้อมูลถาโถมใส่คนดูจนล้น กรณีนี้แสดงให้เห็นชัดว่า คำว่า “psychedelic” ในวงการวิจารณ์บางครั้งก็เป็นแค่ภาษาบรรยายสไตล์ภาพ ไม่ได้พูดถึงที่มาจริงของผู้สร้าง
ตัวอย่างภาพยนตร์ Everything Everywhere All at Once (2022) จาก A24
ทำไมฮอลลีวูดถึงหลงใหลในภาพแบบนี้ไม่เลิก
เมื่อดูทั้งห้าเรื่องรวมกัน จะเห็นระดับความเกี่ยวข้องที่ต่างกันมาก ตั้งแต่ประสบการณ์ตรงอย่าง Midsommar ไปจนถึงแค่การตีความเชิงภาพอย่าง EEAAO ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าสังคมตะวันตกสนใจเรื่องจิตสำนึกและการรับรู้ความจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนหนึ่งมาจากงานวิจัยทางการแพทย์ที่กลับมาคึกคักหลังปี 2010 อย่างที่ Johns Hopkins Center for Psychedelic and Consciousness Research และ Imperial College London ตีพิมพ์งานวิจัยเรื่องศักยภาพรักษาซึมเศร้าและวิตกกังวล จนข่าวสารเหล่านี้แพร่ไปทั่วสื่อมวลชน
ในทางวิทยาศาสตร์ นักวิจัยอธิบายว่าประสบการณ์ไซคีเดลิกมักเกี่ยวข้องกับ Default Mode Network ที่ลดการทำงานลงชั่วคราว ทำให้เครือข่ายสมองส่วนอื่นเชื่อมโยงกันมากขึ้น ผู้เข้าร่วมวิจัยหลายคนรายงานความรู้สึกเชื่อมโยงกับสิ่งรอบตัวหรือขอบเขตตัวตนที่เลือนลาง แต่นี่คือปรากฏการณ์ทางประสาทวิทยา ไม่ใช่หลักฐานว่าประสบการณ์เชิงบวกหรือลบจะเกิดกับทุกคนเหมือนกัน ปัจจัยอย่างสภาพจิตใจ สภาพแวดล้อม และประวัติสุขภาพจิตล้วนมีผลอย่างมาก
อีกมุมหนึ่งที่น่าพิจารณาคือเรื่องของเทคโนโลยีการสร้างภาพยนตร์ที่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ผู้กำกับสามารถถ่ายทอดจินตนาการที่เคยจำกัดอยู่แค่ในหัวออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหวได้อย่างละเอียดและสมจริงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเทคนิค CGI ที่ใช้ใน Avatar หรือการตัดต่อภาพที่รวดเร็วฉับไวใน EEAAO ล้วนเป็นผลผลิตของความก้าวหน้าทางเทคนิคที่เอื้อให้ผู้สร้างเล่นกับการรับรู้ของผู้ชมได้อย่างอิสระมากขึ้น ซึ่งบังเอิญไปตรงกับภาษาภาพที่มักถูกเชื่อมโยงกับประสบการณ์ไซคีเดลิกโดยธรรมชาติ
สิ่งที่บทความนี้ไม่ได้พิสูจน์
การที่หนังหลายเรื่องใช้ภาพคล้ายประสบการณ์ไซคีเดลิก ไม่ได้แปลว่าสารเหล่านี้เป็นกุญแจสู่ความคิดสร้างสรรค์หรือจำเป็นต่อการสร้างงานศิลปะที่ทรงพลัง ผู้กำกับหลายคนในลิสต์นี้สร้างงานจากจินตนาการ วรรณกรรม และปรัชญาล้วน ๆ โดยไม่มีประสบการณ์ตรงกับสารเลยสักครั้ง
คำถามที่พบบ่อย
หนังเหล่านี้ยืนยันว่าสารไซคีเดลิกช่วยสร้างงานศิลปะได้จริงหรือไม่
ไม่ได้ยืนยัน กรณี Ari Aster เป็นประสบการณ์ส่วนตัว ไม่ใช่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าสารช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ในทุกคน
ทำไมนักวิจารณ์ถึงเปรียบ EEAAO กับ “ทริป” ทั้งที่ไม่มีหลักฐาน
เพราะ “psychedelic” ในวงการวิจารณ์มักใช้บรรยายสไตล์ภาพสีจัดและตรรกะไม่เป็นเส้นตรง เป็นภาษาเชิงสไตล์ ไม่ใช่การอ้างแรงบันดาลใจจริง
Avatar เกี่ยวข้องกับ ayahuasca จริงหรือไม่
Cameron ไม่เคยยืนยันโดยตรง เขาระบุวัฒนธรรมพื้นเมืองอเมริกาเหนือเป็นแรงบันดาลใจหลัก การเทียบกับ ayahuasca เป็นมุมมองของนักวิเคราะห์บางกลุ่มเท่านั้น
ข้อควรพิจารณาด้านความปลอดภัยและกฎหมาย
ประสบการณ์ไซคีเดลิกในชีวิตจริงต่างจากในหนังมาก การใช้สารเหล่านี้อาจก่อความเสี่ยงทางจิตใจ เช่น วิตกกังวลรุนแรงหรือประสบการณ์เชิงลบที่รับมือยาก โดยเฉพาะผู้มีประวัติปัญหาสุขภาพจิต ผู้ที่กังวลควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ไม่ควรใช้ฉากในหนังเป็นแนวทางตัดสินใจใด ๆ
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: สารไซคีเดลิกที่กล่าวถึงในบทความนี้ยังคงเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศไทย เนื้อหาทั้งหมดจัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาชักชวนหรือสนับสนุนให้ใช้สารใด ๆ
บทสรุป
จาก The Matrix ถึง Everything Everywhere All at Once ฮอลลีวูดเล่นกับภาษาของประสบการณ์ไซคีเดลิกในระดับที่ต่างกันมาก บางเรื่องมาจากประสบการณ์ตรง บางเรื่องมาจากปรัชญา และบางเรื่องเป็นแค่คำวิจารณ์เชิงสไตล์ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการแยกให้ออกว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือการตีความ เพื่อให้เราสนุกกับหนังได้เต็มที่โดยไม่ด่วนสรุปเกินกว่าที่หลักฐานสนับสนุน

