หนังฮอลลีวูดยุคใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากสารไซคีเดลิก จาก Avatar ถึง Everything Everywhere All at Once

ลองจินตนาการว่าคุณนั่งอยู่ในโรงหนัง แสงเริ่มบิดเบี้ยว สีสันไหลเข้าหากันจนแยกไม่ออกว่าอะไรคือความจริง แล้วจู่ ๆ ก็เกิดคำถามผุดขึ้นมาในหัว “ผู้กำกับคนนี้เคย ‘ทริป’ มาก่อนหรือเปล่า?” คำถามนี้ผุดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในใจคนดูหนังฮอลลีวูดมาหลายสิบปี ตั้งแต่ยุค The Matrix จนถึง Everything Everywhere All at Once และคำตอบนั้นซับซ้อนกว่าที่คิดมาก

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎีสมคบคิดของแฟนหนัง เพราะผู้กำกับหลายคนยอมรับตรง ๆ ว่าหยิบยืมภาษาภาพและปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์เปลี่ยนการรับรู้มาใช้จริง ในขณะที่บางเรื่องเป็นเพียงการตีความของนักวิจารณ์ที่ชอบโยนคำว่า “psychedelic” ใส่ทุกอย่างที่ดูแปลกตา บทความนี้จะพาไปไล่เรียงทีละเรื่อง แยกให้ชัดว่าอะไรคือข้อเท็จจริงที่คนสร้างยืนยันเอง และอะไรคือแค่การอ่านเชิงสัญลักษณ์ของคนดู เพื่อให้ผู้อ่านสามารถแยกแยะระหว่างข้อมูลที่มีแหล่งอ้างอิงชัดเจนกับการตีความที่แม้จะน่าสนใจแต่ยังขาดหลักฐานยืนยันจากผู้สร้างงานจริง

รหัสดิจิทัลสไตล์ The Matrix
ภาพยนตร์ฮอลลีวูดหลายเรื่องใช้ภาษาภาพที่ชวนให้นึกถึงประสบการณ์เปลี่ยนแปลงการรับรู้

The Matrix: ยาเม็ดสีแดงที่ไม่ใช่แค่ยา

คุณรู้หรือไม่ว่า ประโยค “rabbit hole” กับคำว่า “Wonderland” ที่ Morpheus พูดกับ Neo ไม่ใช่คำเปรียบเปรยลอย ๆ พี่น้อง Wachowski ยืนยันเองว่าพวกเธออ้างอิงถึง Alice in Wonderland ควบคู่ไปกับปรัชญา Gnosticism และถ้ำของ Plato แบบตั้งใจ นี่คือข้อเท็จจริงที่ระบุอยู่ในตัวบทเลย ไม่ต้องเดา

ส่วนที่สนุกกว่านั้นคือการตีความเรื่องสีแดง-สีน้ำเงิน นักวิเคราะห์สัญลักษณ์มองว่าแดงคือความจริงที่เจ็บปวดแต่ปลดปล่อย น้ำเงินคือภาพลวงที่แสนสบาย และเมื่อ Neo “ตื่นรู้” เต็มที่ เขาเห็นโลกกลายเป็นรหัสตัวเลขไหลรินราวกับโครงสร้างพื้นฐานของจักรวาล ภาพแบบนี้ถูกเทียบกับสิ่งที่ผู้ใช้สารไซคีเดลิกบางคนรายงานว่าเห็น “รูปทรงเรขาคณิตซ้ำ ๆ” แต่ Wachowski เองไม่เคยยืนยันความเชื่อมโยงนี้ตรง ๆ เลยสักครั้ง

ที่น่าสนใจเพิ่มเติมคือฉากไคลแม็กซ์ที่ Neo มองเห็นสรรพสิ่งกลายเป็นตัวเลขสีเขียวไหลรินไม่หยุด นักวิจารณ์บางกลุ่มเปรียบเทียบสภาวะนี้กับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “code visions” ซึ่งผู้ใช้ DMT บางรายรายงานว่าเห็นโลกในรูปแบบของโครงสร้างข้อมูลหรือรหัสที่ซับซ้อน แม้จะไม่มีหลักฐานว่า Wachowski ได้แรงบันดาลใจจากประสบการณ์ตรงกับสารใด ๆ แต่ความบังเอิญเชิงภาพนี้ก็ทำให้แฟนหนังจำนวนมากตั้งคำถามและถกเถียงกันมาตลอดหลายทศวรรษ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมป๊อปที่ผูกโยง The Matrix เข้ากับวาทกรรมเรื่องการขยายจิตสำนึกอย่างแยกไม่ออก

“โพรงกระต่ายลึกแค่ไหน ก็ยังเป็นคำถามที่ผู้ชมหนังต้องตอบเอง”

ตัวอย่างภาพยนตร์ The Matrix (1999) จาก Warner Bros.

Avatar: เมื่อ Cameron เกือบใส่ฉาก “เห็ดวิเศษ” แต่ตัดทิ้ง

เรื่องนี้มีเกร็ดที่หลายคนไม่รู้ นั่นคือมีฉากที่ถูกตัดออกชื่อ “Dreamhunt” ซึ่งตัวละครใช้สารจากธรรมชาติเพื่อมองเห็นภาพนิมิต แต่สุดท้าย James Cameron เลือกไม่ใส่มันในเวอร์ชันฉายจริง ราวกับต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้หนังของเขาถูกจับโยงกับสารเสพติดมากเกินไป

สิ่งที่ Cameron ยืนยันเองคือแรงบันดาลใจหลักมาจากวัฒนธรรมพื้นเมืองอเมริกาเหนือและแนวคิดเรื่องความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ไม่ใช่ ayahuasca โดยตรง แต่นักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับ MAPS (Multidisciplinary Association for Psychedelic Studies) มองว่าฉากเชื่อมจิตกับเทพี Eywa ผ่านรากไม้นั้นคล้ายคลึงกับรายงานของผู้ใช้ ayahuasca ที่รู้สึก “เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายชีวิตที่ใหญ่กว่าตัวเอง” อย่างน่าประหลาดใจ ส่วน Tree of Souls ที่เชื่อมความทรงจำบรรพบุรุษก็ถูกเทียบกับประสบการณ์ “เห็นความทรงจำที่ไม่ใช่ของตัวเอง” เช่นกัน แต่ทั้งหมดนี้ยังคงเป็นการตีความ ไม่ใช่คำยืนยันจากตัวผู้กำกับ

นอกจากนี้ยังมีนักวิจารณ์บางกลุ่มที่ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างเครือข่ายรากไม้ใต้ผืนป่า Pandora ที่เชื่อมทุกสิ่งมีชีวิตเข้าด้วยกันนั้น มีความคล้ายคลึงกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์เรื่อง mycelial network หรือเครือข่ายเชื้อราใต้ดินที่นักวิจัยด้านธรรมชาติศึกษามาหลายปี ซึ่งบางครั้งถูกนำมาเปรียบเทียบกับสภาวะจิตที่ขยายกว้างขึ้นหลังการใช้สารไซคีเดลิกบางชนิด แม้ Cameron จะไม่เคยพูดถึงประเด็นนี้โดยตรง แต่ภาพจำแบบนี้ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ Avatar ถูกนำไปวิเคราะห์ในบริบทของจิตวิญญาณและการรับรู้อยู่เสมอ

ป่าเรืองแสงสไตล์ Avatar
เครือข่ายรากไม้เรืองแสงใน Pandora ถูกนักวิชาการเปรียบเทียบกับประสบการณ์เชื่อมโยงจิตวิญญาณ

ตัวอย่างภาพยนตร์ Avatar (2009) จาก 20th Century FOX

Lucy: หนังที่สร้างจากตำนานผิด ๆ แต่กลับได้ใจนักปรัชญา

Lucy สร้างจากความเชื่อผิด ๆ ที่ว่ามนุษย์ใช้สมองแค่ 10% ซึ่งไม่มีหลักฐานทางประสาทวิทยารองรับเลย นักประสาทวิทยาออกมาแก้ต่างหลังหนังฉายว่ามนุษย์ใช้สมองแทบทุกส่วนตลอดเวลา เพียงแต่ใช้ในหน้าที่ต่างกัน ส่วนสาร CPH4 ที่ทำให้ Lucy มีพลังพิเศษก็เป็นสารสมมติล้วน ๆ ไม่มีอยู่จริงในโลกความเป็นจริง

แต่ที่น่าสนใจคือนักวิจารณ์ภาพยนตร์หลายคนโยงแนวคิด “ปลดล็อกศักยภาพสมองที่ซ่อนอยู่” เข้ากับทฤษฎี “reducing valve” ของ Aldous Huxley นักเขียนผู้บันทึกประสบการณ์ mescaline ไว้ใน The Doors of Perception ซึ่งเสนอว่าสมองทำหน้าที่กรองความจริงให้เหลือแค่ส่วนที่จำเป็นต่อการอยู่รอด ฉากท้ายเรื่องที่ Lucy กลายเป็นข้อมูลบริสุทธิ์แพร่กระจายไปทั่วจักรวาลก็ถูกเทียบกับสภาวะ “ego dissolution” ที่ผู้ใช้สารไซคีเดลิกปริมาณสูงมักรายงาน แต่นี่คือมุมมองของนักวิจารณ์ ไม่ใช่คำยืนยันจาก Luc Besson

ที่น่าพิจารณาเพิ่มเติมคือความสอดคล้องระหว่างแนวคิดของ Huxley กับสิ่งที่งานวิจัยสมัยใหม่เรียกว่า Default Mode Network ซึ่งเป็นเครือข่ายสมองที่ทำหน้าที่รักษาความรู้สึกเป็นตัวตนที่มั่นคง เมื่อเครือข่ายนี้ทำงานลดลง ผู้เข้าร่วมวิจัยหลายคนรายงานว่ารู้สึกเหมือนขอบเขตระหว่างตัวเองกับโลกภายนอกเลือนหายไป ซึ่งคล้ายกับสิ่งที่ Lucy ประสบในช่วงท้ายเรื่อง แม้ Besson จะไม่เคยอ้างอิงงานวิจัยเหล่านี้โดยตรง แต่ความบังเอิญทางแนวคิดนี้ก็ทำให้หนังเรื่องนี้ถูกนำไปพูดถึงในวงสนทนาเรื่องจิตสำนึกอยู่บ่อยครั้ง

การขยายจิตสำนึกสไตล์ Lucy
ฉากท้ายเรื่องของ Lucy ถูกเทียบกับสภาวะ “ego dissolution” ที่นักวิจัยด้านจิตสำนึกศึกษา

ตัวอย่างภาพยนตร์ Lucy (2014) จาก Universal Pictures

Midsommar: ทริปแย่ ๆ ที่กลายเป็นวัตถุดิบสร้างหนัง

นี่คือเรื่องเดียวในลิสต์ที่ผู้กำกับยอมรับตรงจากปากตัวเอง Ari Aster เคยเปิดเผยว่าเขามีประสบการณ์ที่เรียกได้ว่า “bad trip” กับสารไซคีเดลิกสมัยเรียนมหาวิทยาลัย และนำความรู้สึกนั้นมาถ่ายทอดลงในฉากที่ตัวละครกินเห็ดวิเศษระหว่างพิธีกรรมในสวีเดน

ทีมงานทำให้พื้นหญ้าดู “หายใจ” ได้ผ่านเทคนิคพิเศษ ใช้แสงเปลี่ยนสีอย่างต่อเนื่องนุ่มนวล และออกแบบเสียงให้ผสมกันจนแยกไม่ออกว่าเสียงไหนจริงเสียงไหนอยู่ในหัวตัวละคร ผลลัพธ์คือฉากที่ถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน “bad trip” ที่สมจริงที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ ถึงขั้นถูกเทียบกับผลงานของ Gaspar Noé เลยทีเดียว แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ความสมจริงของฉากนี้ไม่ได้แปลว่าประสบการณ์ไซคีเดลิกทุกครั้งจะออกมาทางลบเหมือนกัน เพราะปัจจัยอย่างสภาพแวดล้อมและสภาพจิตใจก่อนใช้มีผลมากต่อทิศทางของประสบการณ์

ในวงการวิจัยเรื่องนี้มีคำศัพท์เฉพาะที่เรียกว่า “set and setting” ซึ่งหมายถึงสภาพจิตใจของผู้ใช้ก่อนเข้ารับประสบการณ์ (set) และสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคมขณะใช้ (setting) นักวิจัยจาก Johns Hopkins ระบุว่าปัจจัยสองอย่างนี้มีผลอย่างมากต่อว่าประสบการณ์จะออกมาเป็นบวกหรือลบ ฉากใน Midsommar ที่ตัวละคร Dani อยู่ในสภาพจิตใจที่บอบช้ำจากการสูญเสียครอบครัว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยและมีความกดดันทางสังคมสูง จึงเป็นตัวอย่างที่สอดคล้องกับทฤษฎีนี้อย่างแม่นยำ แม้ Aster จะไม่ได้อ้างอิงงานวิจัยโดยตรง แต่ประสบการณ์ส่วนตัวของเขาก็สะท้อนหลักการเดียวกันโดยไม่รู้ตัว

ทุ่งดอกไม้สไตล์ Midsommar
ทุ่งดอกไม้ในแสงแดดจ้าของ Midsommar กลายเป็นฉากหลังของหนึ่งใน “bad trip” ที่สมจริงที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์

ตัวอย่างภาพยนตร์ Midsommar (2019) จาก A24

Everything Everywhere All at Once: เมื่อคำว่า “trippy” กลายเป็นแค่คำวิจารณ์

ทีม Daniels พาผู้ชมกระโดดข้ามจักรวาลคู่ขนานด้วยภาพเปลี่ยนเร็ว สีจัดจ้าน และตรรกะพิลึกอย่างการกินลิปสติกหรือทำกระดาษบาดมือตามลำดับเฉพาะ นักวิจารณ์หลายสำนักเรียกมันว่า “psychedelic visuals” แต่ที่น่าแปลกใจคือไม่มีหลักฐานใด ๆ ว่าทีม Daniels ได้แรงบันดาลใจจากประสบการณ์จริงกับสาร พวกเขาให้สัมภาษณ์ว่าไอเดียมาจากหนัง multiverse วิดีโอเกม และวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตที่ข้อมูลถาโถมใส่คนดูจนล้น กรณีนี้แสดงให้เห็นชัดว่า คำว่า “psychedelic” ในวงการวิจารณ์บางครั้งก็เป็นแค่ภาษาบรรยายสไตล์ภาพ ไม่ได้พูดถึงที่มาจริงของผู้สร้าง

จักรวาลคู่ขนานสไตล์ EEAAO
ความอลหม่านของหลากจักรวาลใน Everything Everywhere All at Once ถูกนักวิจารณ์เรียกว่า “psychedelic visuals”

ตัวอย่างภาพยนตร์ Everything Everywhere All at Once (2022) จาก A24

ทำไมฮอลลีวูดถึงหลงใหลในภาพแบบนี้ไม่เลิก

เมื่อดูทั้งห้าเรื่องรวมกัน จะเห็นระดับความเกี่ยวข้องที่ต่างกันมาก ตั้งแต่ประสบการณ์ตรงอย่าง Midsommar ไปจนถึงแค่การตีความเชิงภาพอย่าง EEAAO ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าสังคมตะวันตกสนใจเรื่องจิตสำนึกและการรับรู้ความจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนหนึ่งมาจากงานวิจัยทางการแพทย์ที่กลับมาคึกคักหลังปี 2010 อย่างที่ Johns Hopkins Center for Psychedelic and Consciousness Research และ Imperial College London ตีพิมพ์งานวิจัยเรื่องศักยภาพรักษาซึมเศร้าและวิตกกังวล จนข่าวสารเหล่านี้แพร่ไปทั่วสื่อมวลชน

ในทางวิทยาศาสตร์ นักวิจัยอธิบายว่าประสบการณ์ไซคีเดลิกมักเกี่ยวข้องกับ Default Mode Network ที่ลดการทำงานลงชั่วคราว ทำให้เครือข่ายสมองส่วนอื่นเชื่อมโยงกันมากขึ้น ผู้เข้าร่วมวิจัยหลายคนรายงานความรู้สึกเชื่อมโยงกับสิ่งรอบตัวหรือขอบเขตตัวตนที่เลือนลาง แต่นี่คือปรากฏการณ์ทางประสาทวิทยา ไม่ใช่หลักฐานว่าประสบการณ์เชิงบวกหรือลบจะเกิดกับทุกคนเหมือนกัน ปัจจัยอย่างสภาพจิตใจ สภาพแวดล้อม และประวัติสุขภาพจิตล้วนมีผลอย่างมาก

อีกมุมหนึ่งที่น่าพิจารณาคือเรื่องของเทคโนโลยีการสร้างภาพยนตร์ที่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ผู้กำกับสามารถถ่ายทอดจินตนาการที่เคยจำกัดอยู่แค่ในหัวออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหวได้อย่างละเอียดและสมจริงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเทคนิค CGI ที่ใช้ใน Avatar หรือการตัดต่อภาพที่รวดเร็วฉับไวใน EEAAO ล้วนเป็นผลผลิตของความก้าวหน้าทางเทคนิคที่เอื้อให้ผู้สร้างเล่นกับการรับรู้ของผู้ชมได้อย่างอิสระมากขึ้น ซึ่งบังเอิญไปตรงกับภาษาภาพที่มักถูกเชื่อมโยงกับประสบการณ์ไซคีเดลิกโดยธรรมชาติ

สิ่งที่บทความนี้ไม่ได้พิสูจน์

การที่หนังหลายเรื่องใช้ภาพคล้ายประสบการณ์ไซคีเดลิก ไม่ได้แปลว่าสารเหล่านี้เป็นกุญแจสู่ความคิดสร้างสรรค์หรือจำเป็นต่อการสร้างงานศิลปะที่ทรงพลัง ผู้กำกับหลายคนในลิสต์นี้สร้างงานจากจินตนาการ วรรณกรรม และปรัชญาล้วน ๆ โดยไม่มีประสบการณ์ตรงกับสารเลยสักครั้ง

คำถามที่พบบ่อย

หนังเหล่านี้ยืนยันว่าสารไซคีเดลิกช่วยสร้างงานศิลปะได้จริงหรือไม่

ไม่ได้ยืนยัน กรณี Ari Aster เป็นประสบการณ์ส่วนตัว ไม่ใช่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าสารช่วยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ในทุกคน

ทำไมนักวิจารณ์ถึงเปรียบ EEAAO กับ “ทริป” ทั้งที่ไม่มีหลักฐาน

เพราะ “psychedelic” ในวงการวิจารณ์มักใช้บรรยายสไตล์ภาพสีจัดและตรรกะไม่เป็นเส้นตรง เป็นภาษาเชิงสไตล์ ไม่ใช่การอ้างแรงบันดาลใจจริง

Avatar เกี่ยวข้องกับ ayahuasca จริงหรือไม่

Cameron ไม่เคยยืนยันโดยตรง เขาระบุวัฒนธรรมพื้นเมืองอเมริกาเหนือเป็นแรงบันดาลใจหลัก การเทียบกับ ayahuasca เป็นมุมมองของนักวิเคราะห์บางกลุ่มเท่านั้น

ข้อควรพิจารณาด้านความปลอดภัยและกฎหมาย

ประสบการณ์ไซคีเดลิกในชีวิตจริงต่างจากในหนังมาก การใช้สารเหล่านี้อาจก่อความเสี่ยงทางจิตใจ เช่น วิตกกังวลรุนแรงหรือประสบการณ์เชิงลบที่รับมือยาก โดยเฉพาะผู้มีประวัติปัญหาสุขภาพจิต ผู้ที่กังวลควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ไม่ควรใช้ฉากในหนังเป็นแนวทางตัดสินใจใด ๆ

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: สารไซคีเดลิกที่กล่าวถึงในบทความนี้ยังคงเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศไทย เนื้อหาทั้งหมดจัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาชักชวนหรือสนับสนุนให้ใช้สารใด ๆ

บทสรุป

จาก The Matrix ถึง Everything Everywhere All at Once ฮอลลีวูดเล่นกับภาษาของประสบการณ์ไซคีเดลิกในระดับที่ต่างกันมาก บางเรื่องมาจากประสบการณ์ตรง บางเรื่องมาจากปรัชญา และบางเรื่องเป็นแค่คำวิจารณ์เชิงสไตล์ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการแยกให้ออกว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือการตีความ เพื่อให้เราสนุกกับหนังได้เต็มที่โดยไม่ด่วนสรุปเกินกว่าที่หลักฐานสนับสนุน

หนังฮอลลีวูดยุคใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากสารไซคีเดลิก จาก Avatar ถึง Everything Everywhere All at Once
การเล่าเรื่องผ่านภาพที่บิดเบือนความจริงกลายเป็นภาษาสากลของหนังยุคใหม่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *